เครื่องมือรักษาทางกายภาพบำบัดมีอะไรบ้าง

ULTRASOUND THERAPY การรักษาด้วยอัลตร้าซาวด์

Ultrasound therapy เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บหรืออาการอื่นๆที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและข้อต่อ วิธีการนี้ใช้เครื่องมือที่ส่งออกคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน (ประมาณ 1-3 MHz) เพื่อส่งเสียงไปยังพื้นผิวของร่างกาย

คลื่นเสียงที่ส่งออกจะกระตุ้นการแก้ปัญหาด้านกล้ามเนื้อและข้อต่อโดยการกระตุ้นเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆในพื้นผิว ทำให้เกิดผลกระตุ้นกระบวนการแพทย์ในร่างกาย เช่น การเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและน้ำเลือด ลดการบวม และช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อและเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น

Ultrasound therapy สามารถใช้รักษาอาการบาดเจ็บหลายประเภทได้ เช่น อาการแขนหรือขาบวม อาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ อาการเจ็บและแข็งตึงของข้อต่อ และอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและข้อต่อในช่วงเวลานานๆ ยังไงก็ตาม การใช้ ultrasound therapy ควรมีการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสถานะและจัดการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละผู้ป่วย


ELECTROTHERAPY การกระตุ้นไฟฟ้า

Electrotherapy เป็นเทคนิคการรักษาที่ใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยรักษาอาการบาดเจ็บหรืออาการทางกล้ามเนื้อ โดยใช้เครื่องมือที่ส่งกระแสไฟฟ้าไปยังบริเวณที่มีอาการเจ็บปวดหรือเสียดทางกล้ามเนื้อ

Electrotherapy สามารถใช้รักษาอาการทางกล้ามเนื้อหลายๆ อย่าง เช่น อาการปวดหลัง อาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ อาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ อาการบวมและอักเสบ อาการชาตามแขนขา และอาการเจ็บปวดของข้อต่อ การใช้ Electrotherapy สามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในพื้นผิว นอกจากนี้ Electrotherapy ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด และช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อและเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น

การใช้ Electrotherapy จะต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพและอาการของผู้ป่วย การใช้ Electrotherapy ยังต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและความปลอดภัยที่แนะนำ เพื่อลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้


High Intensity Laser Therapy การรักษาด้วยแสงเลเซอร์กำลังสูง

Laser therapy เป็นเทคนิคการรักษาที่ใช้แสงเลเซอร์เพื่อช่วยรักษาอาการบาดเจ็บหรือเส้นเอ็นต์ที่เสียหาย โดยใช้เครื่องมือที่ส่งแสงเลเซอร์ไปยังบริเวณที่มีปัญหาเพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในบริเวณนั้น

Laser therapy มีประโยชน์ในการรักษาหลายๆ อาการ เช่น อาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ อาการอักเสบ อาการบวม และอาการเจ็บปวดในต่อมไร้ท่อน้ำดี นอกจากนี้ Laser therapy ยังสามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในพื้นผิว ช่วยลดการอักเสบ และบรรเทาอาการปวดได้ดี

การใช้ Laser therapy ต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพและอาการของผู้ป่วย การใช้ Laser therapy ยังต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและความปลอดภัยที่แนะนำ เพื่อลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้


Shockwave Therapy การรักษาด้วยคลื่นกระแทก

Shockwave therapy จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. Focused shockwave therapy: เป็นการใช้คลื่นกระแทกแบบโฟกัสเพื่อรักษาอาการเจ็บปวดแบบเฉพาะจุด เช่น การรักษาการบาดเจ็บของเท้าพลิก-เอียง การรักษาอาการเจ็บปวดในเข่าและข้อเท้า และอื่นๆ Focused Shockwave Therapy จะมีเทคโนโลยีอยู่หลายแบบ เช่น Piezo Electric, Electrohydrolic และ Electromagnetic, Focused Shockwave นี้จะมีราคาสูงเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า Radial Shockwave

  2. Radial shockwave therapy: เป็นการใช้คลื่นกระแทกแบบแถบทั่วไปเพื่อรักษาอาการเจ็บปวดที่พบได้ทั่วๆ ไป เช่น การรักษาอาการปวดเส้นประสาท การรักษาเส้นเอ็นที่อักเสบ และอื่นๆ Radial Shockwave จะมีเทคโนโลยีหลักๆคือ ระบบ Pneumatic (หรือแบบปั๊มลม) และ Electromagnetic (แบบใช้กระแสไฟเหนื่ยวนำ) ซึ่งโดยทั่วไป ระบบปั๊มลมจะเป็นที่นิยมมากกว่า

การเลือกใช้ประเภทของ Shockwave therapy นั้นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยต่างๆ เช่น พื้นที่ที่เจ็บปวด ระยะเวลาเจ็บปวด อาการและอาการร่วม และประวัติการรักษาอื่นๆ

Shockwave therapy เป็นเทคนิคการรักษาที่ใช้คลื่นกัดเซลล์เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในบริเวณที่เสียหาย โดยใช้เครื่องมือที่ส่งคลื่นกัดเซลล์ไปยังบริเวณที่มีปัญหา เช่น อาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ อาการอักเสบ และอาการบวม

Shockwave therapy มีประโยชน์ในการรักษาหลายๆ อาการ เช่น อาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ อาการไขข้อ อาการปวดเวียน และอาการเกี่ยวกับเส้นเอ็นต์ โดย Shockwave therapy จะช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบ และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในบริเวณที่รักษา  Shockwave therapy เป็นการใช้คลื่นกระแทกโดยเฉพาะเพื่อรักษาอาการปวดเนื่องจาก trigger point หรือจุดติดของกล้ามเนื้อ โดยจุด trigger point นั้นเป็นตำแหน่งที่มีการกดดันหรือการใช้งานของกล้ามเนื้อเกินจนเกิดอาการแสดงออกมาเป็นอาการปวด อาการนี้สามารถรักษาด้วยการใช้ Shockwave therapy ได้

การใช้ Shockwave therapy เพื่อรักษา trigger point จะทำให้เกิดการกระตุ้นในเซลล์และเนื้อเยื่อ ซึ่งจะช่วยลดการติดของกล้ามเนื้อและทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีที่ช่วยลดอาการปวด การใช้ Shockwave therapy เพื่อรักษา trigger point จะช่วยลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีหรือการแทรกซ้อนเข้าไปในร่างกาย

การใช้ Shockwave therapy สามารถใช้รักษาอาการ office syndrome ได้โดยเฉพาะอาการเจ็บหลัง  อาการปวดต้นคอ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานในที่ทำงานที่ต้องนั่งหรือยืนนานๆ และทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ Shockwave therapy สามารถทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบๆ จุดแสดงอาการปวดมีการคลายตัว โดยเป็นการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูของเซลล์และเนื้อเยื่อ ทำให้มีการลดอาการปวดและปรับปรุงสุขภาพของเนื้อเยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย Shockwave therapy เพื่อรักษา office syndrome ควรผ่านการตรวจร่างกายกับแพทย์ก่อน และควรมีการประเมินความเหมาะสมของการใช้ Shockwave therapy กับผู้ป่วยเนื่องจากบางกรณีอาจมีอาการอื่นๆ เช่น การติดเชื้อหรืออาการปวดเป็นเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่สามารถรักษาด้วย Shockwave therapy ได้


Cryotherapy การรักษาด้วยความเย็น

Cryotherapy พ่นเย็น (Cryotherapy Spray) เป็นเทคนิคหนึ่งโดยมีเทคโนโลยีการทำความเย็นด้วยไฟฟ้า หรือการใช้ไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen) มาใช้เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีปัญหาเรื่องการไหลเวียนเลือด โดยการพ่นไนโตรเจนเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสไปยังผิวหนังของบริเวณที่ต้องการรักษา ซึ่งจะทำให้เกิดการย่อตัวของหลอดเลือดและเซลล์ในบริเวณนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดการลดอาการบวมและอักเสบในบริเวณที่ได้รับการรักษา.

เครื่องให้การรักษาด้วยความเย็น

การใช้ Cryotherapy พ่นเย็นมีข้อดีคือเป็นการรักษาแบบไม่มีการตัดเย็นผิวหนัง และไม่ต้องใช้เวลานานในการทำ แต่ในบางกรณีอาจเกิดอาการบวมแดงหรือร้อนในบริเวณที่ได้รับการรักษาได้ โดยผู้ที่ต้องการใช้ Cryotherapy พ่นเย็นควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์หรือการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง.

การใช้ Cryo ในการทำ Thermo Shock Therapy เป็นเทคนิคหนึ่งในการรักษาที่ใช้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในร่างกายของผู้ป่วย โดยใช้การนำเสนออุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสและสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลให้เกิดการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดการรักษาและเพิ่มความชุ่มชื่นในผิวหนัง การใช้ Thermo Shock Therapy นั้นสามารถช่วยในการรักษาอาการเส้นเลือดสมองอุดตัน โรคข้ออักเสบ ปวดเมื่อยต่างๆ โรคผิวหนัง เป็นต้น

Contrast therapy คือการใช้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำในการรักษาอาการบาดเจ็บหรืออาการปวดเมื่อยในกล้ามเนื้อ โดยเป็นการสลับการใช้น้ำเย็นและน้ำอุ่นในระยะเวลาสั้นๆ โดยทั่วไปจะใช้เวลาเป็น 1-3 นาทีต่อการใช้งาน โดยการใช้น้ำเย็นจะช่วยลดการบวมและปวด และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ในขณะเดียวกันการใช้น้ำอุ่นจะช่วยส่งเสริมการหายของรอยแผลและช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยในกล้ามเนื้อ

การใช้ contrast therapy มักใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บหลังการออกกำลังกายหรือการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาเพื่อป้องกันอาการแพ้ผิดปกติหรืออาการที่เกิดขึ้นได้จากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง.


PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มข้นสูง

Peripheral Magnetic Stimulation (PMS) เป็นเทคโนโลยีการรักษาด้วยการใช้สนามแม่เหล็กที่สร้างจากอุปกรณ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบพลังสูง โดยจะใช้สนามแม่เหล็กส่งผ่านผิวหนังเข้าสู่เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย.

Magsculpt
PMS ใช้ในการรักษาหลายๆ โรคและอาการ เช่น อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง อักเสบเมื่อเกิดการบาดเจ็บ โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ อาการปวดที่เกี่ยวกับศีรษะ อาการชา และอาการเจ็บแน่นในส่วนต่างๆ ของร่างกาย การใช้ PMS จะส่งสัญญาณไฟฟ้าแรงดันสูงผ่านสายโคจรไปยังสายประสาท ทำให้เกิดการกระตุ้นประสาทและการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อได้.

การใช้ PMS มักจะไม่มีผลข้างเคียงหรือมีน้อยมาก แต่อาจเกิดอาการบวม แดง หรือช้ำของผิวหนังในบางราย การใช้ PMS ควรรับประทานคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดเพื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล.

อะไรคือ PMS ในกายภาพบำบัด

การกระตุ้นด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มข้นสูง Peripheral magnetic stimulation (PMS) หรือหรือที่เรียกว่าการกระตุ้นด้วยแม่เหล็กผ่านผิวหนังเป็นวิธีการแบบ Non-invasiveโดยการใช้สนามแม่เหล็ก ความเข้มข้นสูง (3 Tesla) กระตุ้นแบบเป็นจังหวะ หรือเป็นช่วงๆ (PULSE)

ปัจจุบันมีการวิจัยและการประยุกต์ใช้ทางคลินิกเพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากถือเป็นแนวทางใหม่ ไม่เจ็บปวด และง่ายสำหรับสภาวะทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อและกระดูก การกระตุ้นแม่เหล็กส่วนปลายสามารถให้ผลลัพธ์ได้ดังนี้

  1. ลดปวด ลดอาการชา ได้เป็นอย่างดี หลังการรักษา

  2. สามารถกระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วยสนามแม่เหล็ก ในการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาต

  3. เร่งการฟื้นตัวของเส้นประสาทที่บาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บาดเจ็บเส้นประสาท มือตก เท้าตก แขนขาอ่อนแรง อาการที่เกิดจากกดทับรากประสาทที่คอ และเอวจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อม

  4. เร่งการฟื้นตัวจากเส้นประสาทที่มีพฤติกรรมผิดเพี้ยน เช่น อาการเหน็บชา ปวดแปร๊บหลังการบาดเจ็บเส้นประสาท อาการปวดเรื้อรังจากโรคทางกล้ามเนื้อกระดูกทุกชนิด

  5. เวลาการบำบัดรักษารักษาไม่นานต่อ 1จุดการรักษา

  6. ถ้าบำบัดรักษาต่อเนื่อง สามารถลดจำนวนการรักษาได้

  7. สามารถบำบัดรักษาได้ผลในทุกระยะของการดำเนินโรค คือ ระยะเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง

  8. กลไกการรักษาเป็นการกระตุ้นให้มีการซ่อมสร้างของเนื้อเยื่อ ไม่ใช่เพียงการแก้อาการเท่านั้น

PMS เหมาะกับใคร

  1. กลุ่มอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke), เกิดจากการบาดเจ็บในสมอง (Traumatic Brain Injury), เกิดจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) หน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’spalsy) กลุ่มนี้จะเป็นลุ่มใหญ่ที่จะสามารถใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กมาบำบัดรักษาจะช่วย ลดอาการเกร็งในผู้ป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้อาการฟื้นตัวของอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตดีขึ้น

  2. กลุ่มโรคกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง คือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับแนวไขสันหลังโดยตรง การเสื่อมของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก หรือการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูก ที่มีผลต่อเส้นประสาทจากไขสันหลังหรือการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กจะสามารถรักษากลุ่มปวดนี้ได้มีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องมืออื่น เนื่องจากการกระตุ้นด้วยแม่เหล็กจะสามารถกระตุ้นลึกลงไปจนถึงรากประสาทได้

  3. กลุ่มปวดต่าง ๆ หรือ ออฟฟิศซินโดรม การบำบัดอาการปวด อาการเคล็ดคัดยอก การบาดเจ็บหรืออาการปวดเรื้อรังจากกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืดหรืออาจเกิดจากการบาดเจ็บของตัวเส้นประสาทโดยตรง เช่น อาการปวดบริเวณคอ บ่า ข้อศอก แขน มือ เอว หลัง สะโพก ขา เข่า หรือข้อเท้า และหากทำอย่างต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำจะทำให้อาการปวดค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด

  4. กลุ่มอาการชา หรือ ผู้ที่มีอาการชาจากปลายประสาทหรือการกดทับเส้นประสาท คือกลุ่มปลายประสาทอักเสบ โดยส่วนใหญ่พบได้ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าอาการชามือ ชาเท้าจะดีขึ้น 50-100% ในแต่ละครั้งที่รักษา

  5. ช่วยบำบัดรักษาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม หรือระหว่างแข่งขัน

 


TECAR Therapy การรักษาด้วยคลื่นวิทยุ

TECAR therapy หมายถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีการถ่ายโอนพลังงานแบบ Capacitive และ Resistive Energy Transfer (TECAR) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีที่สำคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยสามารถลดปวดเมื่อพบอาการปวดหลังหรือกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในระบบลิมฟ์และลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปแล้ว TECAR therapy ใช้ในการรักษาอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น แผลเลือดขึ้น, แผลเอ็นตก, แผลอักเสบข้อเข่า, แผลเอ็นตีน, ตกข้อต่อโสต เกิด, อาการปวดเมื่อยตามเนื้อต่างๆ, การเป็นเมื่อยเนื่องจากการออกกำลังกาย, อาการแข็งตัวของกล้ามเนื้อ อาการเจ็บข้อต่อเรื้อรัง, และอาการปวดหลัง.

การใช้ TECAR therapy ในการรักษาเป็นการนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีในการถ่ายโอนพลังงานในส่วนที่เป็นโรคของอวัยวะของร่างกาย โดย TECAR therapy ไม่ใช้การส่งสัญญาณไฟฟ้าจากภายนอก แต่เป็นการกระตุ้นการชาร์จไอออนิกซ์ที่มีอยู่ธรรมชาติในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของเราผ่านการประยุกต์ใช้โลหิตจากตำแหน่งอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นกระบวนการกระตุ้นเนื้อเยื่อ

วิธีการ TECAR เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีในการถ่ายโอนพลังงานไฟฟ้าในส่วนที่เป็นโรคของอวัยวะในร่างกาย จากการรักษาที่ใช้คลื่น elecromagnetic อื่น ๆ เช่น ultrasound และเลเซอร์ วิธีการ TECAR แตกต่างจากนั้นด้วยวิธีการส่งพลังงานที่แตกต่างกัน ในความเป็นจริง TECAR therapy ไม่ใช่การสร้างความร้อน “จากภายนอก” แต่เป็นการกระตุ้นการชาร์จไอออนิก ที่อยู่ในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของเรา ผ่านการประยุกต์ใช้ electrode พิเศษ นี่เป็นกระบวนการกระตุ้นเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง ที่กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและทำให้เกิดการเพิ่มความร้อนภายในเนื้อเยื่อ ซึ่งส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาชีวภาพอย่างเช่นเดียวกับการเพิ่มอุณหภูมิ ดังนั้น TECAR ไม่ใช้การส่งพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกแต่เป็นการแลกเปลี่ยนไฟฟ้าน้ำตาลอยู่ในระบบหรือที่เรียกว่า electrolytes ที่มีอยู่ในระดับเซลล์ เพื่อเปิดการกระตุ้นการไหลเวียน ดังนั้นกระบวนการนี้จะเรียกผลให้เกิดการเพิ่มอุณหภูมิในเนื้อเยื่อ ซึ่งจะกระตุ้นปฏิกิริยาชีวภาพธรรมชาติของร่างกายที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการฟื้นฟูจุดที่มีปัญหาทั้งกล้ามเนื้อและข้อต่อ สิ่งนี้เกิดขึ้นจากเกิดขึ้นด้วยเหตุผลของกลไกสองอย่าง คือ เพิ่มอุณหภูมิในเนื้อเยื่อลึกและเพิ่มพลังงานในเมมเบรนของเซลล์ โดยการเพิ่มอุณหภูมิที่ลึกซึ่งเป็นเอฟเฟกต์จากการโดนรังสี รวมทั้งเพิ่มพลังงานในเซลล์เพื่อเรียกคืนฟังก์ชันต่างๆของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อได้มาก

เนื่องจากมีผลทำให้เกิดอุณหภูมิสูงขึ้นในเนื้อเยื่อ การบำบัดด้วยเทอร์มอาจจะผสมผสานกับการบำบัดด้วยการกายภาพบำบัดแบบแมนนวลหรือการยืดเพื่อให้ได้รับประโยชน์เพิ่มเติม เนื่องจากมีการเพิ่มอุณหภูมิท้องถิ่น จึงทำให้ได้รับการเหลือเชื่อมากขึ้นและการผ่อนคลายกล้ามเนื้อเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน การยกน้ำหนักแบบอิฐโบราณจะกระตุ้นการเปิดใช้งานของเส้นใยกล้ามเนื้อแต่ละเส้นได้มากขึ้น การบำบัดด้วย TECAR เป็นการรักษาที่มีความสะดวกสบายมาก เนื่องจากมีความรู้สึกอบอุ่นที่เหมาะสมและสามารถทำได้โดยมีความสงบเรียบร้อยโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ที่พึงประสงค์

ผลของ TECAR THERAPY

  • ลดอาการปวด (reduces pain)

  • ปรับปรุงการไหลเวียนเลือดทั้งชั้นนอกและชั้นใน (improves superficial and deep blood circulation)

  • กระตุ้นกระบวนการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ (improves tissue regeneration)

  • กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองในเส้นเลือดและหลอดน้ำเหลือง (stimulates venous and lymphatic drainage)

  • มีผลต่อการฟื้นฟูสมดุลของการเผาผลาญพลังงานในเนื้อเยื่อ (affects the restoration of metabolic balance activity)

ข้อบ่งใช้ของ TECAR THERAPY

  • โรคกล้ามเนื้อต่าง ๆ (various muscular pathologies) เช่น กล้ามเนื้อกด, รอยแตกกล้ามเนื้อ, บวมและบริเวณบวม

  • การบาดเจ็บ, การเบียดเบียนข้อต่อและการสึกหรอของข้อต่อ (injuries, osteoarticular distractions and wear of the joints) เช่น ข้อไหล่, สะโพก, เข่า, ข้อเท้า

  • โรคข้อศอก,ข้อมือและแขน (pathology of the elbow, wrist and arm) เช่น การอักเสบข้อเท้ามือ, การอักเสบเอ็นที่พับข้อนิ้วมือ, การปวดข้อนิ้วมือ, ฯลฯ

  • โรคระบบประสาทในบริเวณคอ,ทรวงอกและลำตัว (cervical, thoracic and lumbar pathology)

  • การอักเสบและความเสียหายของเอเคิลสและเส้นเอ็น (inflammation and damage to the Achilles tendon, and patellar ligament)

  • การอักเสบเอ็นที่เกี่ยวกับเมื่อยต่อเนื่อง และการเกิดสารเคมีกับข้อไหล่ (tendonitis and calcination in the area of ​​the shoulder joint)

  • บวมเฉียบพลันและเฉียบคลานเรื้อรัง (acute and chronic edema)


TRACTION THERAPY การรักษาโดยเครื่องดึงคอหรือหลังอัตโนมัติ

เครื่องดึงคอและหลัง หรือ neck and back traction machine เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาอาการปวดคอและปวดหลัง โดยการใช้แรงดันเพื่อช่วยยืดเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในบริเวณนั้น ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ปวดเกิดจากการบีบตัวหรือการแข็งตัวของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทในบริเวณนั้น

การใช้เครื่องดึงคอและหลังมีหลายวิธีการ อาทิเช่น การใช้เครื่องดึงอัตโนมัติที่ใช้พลังงานไฟฟ้า หรือการใช้เครื่องดึงแบบแมนนวลที่ต้องใช้กำลังมือของผู้ปฏิบัติงาน แต่วิธีการที่ใช้บ่อยที่สุดคือการใช้เครื่องดึงแบบแมนนวล โดยผู้ป่วยจะถูกตั้งให้นอนราบหรือนั่งตามที่แพทย์หรือผู้ปฏิบัติงานกำหนด และเครื่องดึงจะถูกใช้เพื่อทำการยืดเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเวลา 10-30 นาทีต่อครั้ง และการใช้เครื่องดึงคอและหลังควรจะดูแลด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การรักษาด้วยการใช้แรงดึง (Traction therapy) เป็นวิธีการรักษาที่ใช้การประยุกต์ใช้แรงดึงบนร่างกาย เป็นที่พบบ่อยกับกระดูกสันหลังหรือส่วนปลายแขนขา เพื่อช่วยในการบรรเทาอาการปวดและปรับปรุงความสามารถในการเคลื่อนไหว ด้านล่างนี้เป็นประโยชน์ที่อาจได้รับจากการใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึง:

  1. บรรเทาอาการปวด: การใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึงสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการอัดสันหลัง ได้แก่ การได้รับแผลชน, ถูกกระแทกหรือแตกเป็นเส้นเสียงของเส้นรอบข้อต่อ หรือการมีการกดของเส้นประสาท

  2. ปรับปรุงความสามารถในการเคลื่อนไหว: การใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึงสามารถช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวและปรับปรุงความยืดหยุ่นโดยการลดแรงกดทับของข้อต่อและส่งเสริมการวางตำแหน่งที่เหมาะสมของร่างกาย

  3. เพิ่มการไหลเวียนของเลือด: การใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึงสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในพื้นที่ที่เป็นตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ เช่นการลดการอักเสบและส่งเสริมการฟื้นฟู

  4. ลดความตึงของกล้ามเนื้อ: การใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึงสามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงและลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด

  5. วิธีการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด: การใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึงเป็นวิธีการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัดและสามารถใช้แทนการใช้ยาเพื่อรักษาอาการบางส่วนได้

  6. ปรับปรุงระบบท่าทาง: การใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึงสามารถช่วยปรับปรุงการวางตำแหน่งของกระดูกสันหลังและการปรับปรุงความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความถูกต้องของท่าทางร่างกาย

  7. สำหรับข้อสังเกตนี้ การใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้แรงดึงอาจไม่เหมาะสมกับทุกคน และควรใช้โดยมีการแนะนำและคำแนะนำจากผู้ประกอบการด้านสุขภาพที่มีความรู้ความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยและการใช้เทคนิคการรักษาด้วยการใช้แรงดึงอย่างถูกต้อง

About the Author :

Leave a Comment

START TYPING AND PRESS ENTER TO SEARCH